หากคุณเปิดแพลตฟอร์ม MT4, MT5 หรือ cTrader ขึ้นมาแล้วลองสังเกตในส่วน Terminal หรือ Toolbox คุณจะเห็นตัวเลขหลายตัวเรียงกันอยู่ โดยมีคำว่า Equity ปรากฏอยู่ข้าง ๆ Balance สิ่งที่หลายคนสงสัยคือทำไมต้องมีสองตัวเลขนี้ ทั้งที่ดูเหมือนเป็นยอดเงินในบัญชีเหมือนกัน บางครั้ง Balance กับ Equity ตัวเลขเท่ากัน แต่บางครั้งกลับต่างกันมาก
ที่ Minepips เราพบว่า Equity คืออะไร เป็นคำถามแรก ๆ ที่เทรดเดอร์ไทยมือใหม่สงสัย และความเข้าใจผิดเรื่อง Equity คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บัญชีถูกบังคับปิดออเดอร์ (Stop Out) โดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะอธิบาย อิควิตี้ ตั้งแต่สูตรพื้นฐาน ความต่างจาก Balance และ Used Margin ไปจนถึงเหตุผลที่ Equity คือตัวเลขที่ตัดสินชะตาบัญชีของคุณจริง ๆ ไม่ใช่ Balance อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
ฉบับย่อ — สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Equity
- Equity คือมูลค่าบัญชีเทรดปัจจุบัน คำนวณจาก Balance + กำไร-ขาดทุนลอยตัว (Floating P/L)
- เมื่อ ไม่มีออเดอร์เปิดอยู่ → Equity = Balance
- เมื่อ มีออเดอร์เปิดอยู่ → Equity เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามราคาตลาด
- Margin Level คำนวณจาก Equity (ไม่ใช่ Balance) → Equity ตัดสินการ Margin Call และ Stop Out
- Equity ติดลบ หมายถึงคุณติดหนี้โบรกเกอร์ (ป้องกันได้ด้วย Negative Balance Protection)
- ใน MT4/MT5 ตัวเลข Equity อยู่ในแท็บ Terminal/Toolbox ด้านล่างของหน้าจอ
- การมองแค่ Balance โดยไม่ดู Equity คือความเข้าใจผิดที่ทำให้บัญชีล้างได้ในทุนน้อย
Equity คืออะไร? สูตรและความหมาย
Equity คือ มูลค่าบัญชีเทรดของคุณ ณ ช่วงเวลานั้น โดยรวมทั้งเงินทุนที่มีและกำไร-ขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ พูดง่าย ๆ คือ “ถ้าคุณปิดทุกออเดอร์ตอนนี้ คุณจะเหลือเงินในบัญชีเท่าไหร่” ตัวเลขนั้นแหละคือ Equity
สูตรของ Equity แบบครบถ้วน
สูตรพื้นฐาน
Equity = Balance + Floating P/L
ในความเป็นจริงสำหรับการคำนวณแบบละเอียดที่โบรกเกอร์ใช้ สูตรที่สมบูรณ์คือ
Equity = Balance + Floating P/L + Swap (สะสม) + Bonus (ถ้ามี)
โดยแต่ละองค์ประกอบหมายถึง
- Balance = ยอดเงินคงเหลือหลังปิดออเดอร์แล้ว ไม่รวมออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
- Floating P/L = กำไร-ขาดทุนของออเดอร์ที่ยังไม่ปิด (เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด)
- Swap สะสม = ค่าธรรมเนียมการถือออเดอร์ข้ามคืน ที่สะสมจนถึงตอนนี้
- Bonus = เครดิตจากโบรกเกอร์ (ถ้ามีบัญชีที่ได้รับโบนัส)
ตัวเลขที่แสดงในแพลตฟอร์มของคุณคำนวณสูตรนี้แบบเรียลไทม์ ทุกครั้งที่ราคาขยับ Equity ก็จะอัปเดตทันที
เปรียบเทียบ Equity vs Balance — จุดที่งงที่สุด
ความแตกต่างของ 2 ตัวเลขนี้คือจุดสำคัญที่สุดที่เทรดเดอร์มือใหม่ต้องเข้าใจ
| รายการ | Balance | Equity |
|---|---|---|
| ความหมาย | ยอดเงินคงเหลือหลังปิดออเดอร์ | มูลค่าปัจจุบันรวมออเดอร์ที่เปิดอยู่ |
| เปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ | เฉพาะตอนปิดออเดอร์ / ฝาก-ถอน | ทุกครั้งที่ราคาขยับ |
| ใช้คำนวณ Margin Level | ❌ ไม่ใช้ | ✅ ใช้ |
| บ่งบอกสถานะจริง | ❌ ไม่เสมอ | ✅ ใช่ |
ตัวอย่าง ถ้าคุณฝาก $1,000 แล้วเปิดออเดอร์ Buy EUR/USD โดยขาดทุนลอยตัว -$300
- Balance ยังคงเป็น $1,000 (เพราะออเดอร์ยังไม่ปิด)
- Equity = $700 (Balance + Floating P/L = 1,000 + (-300))
คนที่มองแค่ Balance อาจคิดว่า “ฉันยังมีเงินเต็ม” ทั้งที่จริง ๆ แล้วบัญชีของคุณกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ ถ้าราคายังขยับสวนต่อ Equity จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุด Margin Call ในที่สุด
เปรียบเทียบ Equity vs Margin
Margin (หรือ Used Margin) คือเงินที่ถูกล็อกไว้เป็นหลักประกันสำหรับออเดอร์ที่เปิดอยู่ ขณะที่ Equity คือมูลค่ารวมของบัญชี ทั้งสองตัวเลขทำงานคู่กันเพื่อบอกว่าคุณยังเปิดออเดอร์เพิ่มได้หรือไม่
- Free Margin = เงินที่ยังว่าง สามารถใช้เปิดออเดอร์เพิ่มได้
- Free Margin คำนวณจาก
Equity − Used Margin - ถ้า Free Margin = 0 → คุณเปิดออเดอร์ใหม่ไม่ได้
- ถ้า Free Margin ติดลบ → คุณอยู่ในเขตอันตราย ใกล้ถูก Margin Call
รายละเอียดเรื่อง Margin และ Used Margin อ่านได้ที่ Margin คืออะไร (รอเผยแพร่)
Equity เปลี่ยนตอนไหน — เข้าใจด้วย 3 Scenarios
วิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจ Equity คือดูตัวอย่างจริงในสถานการณ์ที่ต่างกัน
Scenario 1 ยังไม่เปิดออเดอร์
คุณฝากเงิน $1,000 เข้าบัญชี ยังไม่เปิดออเดอร์ใด ๆ
- Balance = $1,000
- Floating P/L = $0
- Equity = $1,000 (เท่ากับ Balance)
ในสถานการณ์นี้ Equity และ Balance จะเท่ากันเสมอ ตราบเท่าที่ไม่มีออเดอร์เปิด
Scenario 2 เปิดออเดอร์ลอยกำไร
จาก Scenario 1 คุณเปิด Buy EUR/USD ที่ราคา 1.0850 จำนวน 0.10 lot และตอนนี้ราคาขึ้นไปที่ 1.0900 (กำไร 50 pips)
- Balance = $1,000 (ไม่เปลี่ยน เพราะออเดอร์ยังไม่ปิด)
- Floating P/L = +$50
- Equity = $1,050
ตราบใดที่ออเดอร์ยังเปิด Equity จะเปลี่ยนแปลงตามราคาทุกขณะ ถ้าราคาวิ่งกลับมาที่จุดเปิด Equity ก็จะกลับมาเท่ากับ Balance
Scenario 3 เปิดออเดอร์ลอยขาดทุน
จาก Scenario 1 คุณเปิด Buy EUR/USD ที่ 1.0850 แต่ราคาลงไปที่ 1.0780 (ขาดทุน 70 pips)
- Balance = $1,000 (ยังไม่เปลี่ยน)
- Floating P/L = -$70
- Equity = $930
นี่คือจุดสำคัญ ถ้าคุณดูแค่ Balance คุณจะยังเห็น $1,000 และคิดว่าบัญชีปลอดภัย แต่ Equity ที่ $930 บอกความจริงว่าคุณกำลังขาดทุนอยู่ และถ้าราคายังไม่ฟื้น คุณจะเสีย $70 จริง ๆ เมื่อปิดออเดอร์
ตำแหน่ง Equity ใน MT4, MT5 และ cTrader
การหา Equity ในแพลตฟอร์มเทรดเป็นทักษะพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องทำได้
ใน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
Equity แสดงอยู่ในแท็บ Terminal (กด Ctrl+T เพื่อเปิด) ที่ด้านล่างของหน้าจอ บรรทัดสรุปบัญชีจะแสดงข้อมูลตามลำดับ
Balance: 1,000.00 Equity: 930.00 Margin: 50.00
Free Margin: 880.00 Margin Level: 1860.00%
- Balance = ยอดเงินคงเหลือ
- Equity = มูลค่าปัจจุบันรวมกำไร-ขาดทุนลอยตัว
- Margin = เงินที่ใช้เป็นหลักประกันออเดอร์
- Free Margin = เงินที่เหลือสำหรับเปิดออเดอร์ใหม่
- Margin Level % = อัตราส่วน Equity/Margin (ตัวเลขสำคัญสำหรับ Margin Call)
ใน cTrader
cTrader แสดง Equity ในส่วน Account Summary ด้านบนของหน้าจอ พร้อมข้อมูลอื่นที่คล้ายกับ MT4/MT5 แต่จัด layout ต่างกัน ตัวเลขที่ควรจับตามองหลักคือ Equity และ Margin Level เหมือนกัน
ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มไหน หลักการเดียวกันคือ Equity ต้องอยู่ใกล้ Balance เสมอ ถ้าเห็น Equity ต่ำกว่า Balance มาก แสดงว่าคุณมีออเดอร์ลอยขาดทุนสะสมอยู่และควรประเมินสถานการณ์ทันที
ทำไม Equity คือตัวเลขที่ตัดสินชะตาบัญชี
หลายคนเข้าใจว่า Balance คือตัวเลขที่สำคัญที่สุด แต่ในความจริงแล้ว Equity คือตัวเลขที่โบรกเกอร์ใช้ตัดสินใจทุกอย่าง
1. Equity ใช้คำนวณ Margin Level
Margin Level (%) = (Equity / Used Margin) × 100
ถ้า Margin Level ลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะเริ่มแจ้งเตือน (Margin Call) และถ้าลดลงไปอีก ระบบจะบังคับปิดออเดอร์ (Stop Out) โดยอัตโนมัติ จุดสำคัญคือ ไม่ใช่ Balance ที่ตัดสิน แต่เป็น Equity
ตัวอย่าง คุณมี Balance $1,000 และ Used Margin $200 (เปิดออเดอร์ที่ leverage 1:500)
- ถ้า Floating P/L = $0 → Equity = $1,000 → Margin Level = 500%
- ถ้า Floating P/L = -$500 → Equity = $500 → Margin Level = 250%
- ถ้า Floating P/L = -$800 → Equity = $200 → Margin Level = 100% (ใกล้ Margin Call)
- ถ้า Floating P/L = -$900 → Equity = $100 → Margin Level = 50% (โดน Stop Out)
รายละเอียดของเกณฑ์ Margin Call และ Stop Out ในแต่ละโบรกเกอร์ต่างกัน อ่านเพิ่มเติมที่ Margin Call และ Stop Out คืออะไร
2. Equity ใช้คำนวณ Free Margin
Free Margin = Equity − Used Margin คือเงินที่ยังว่างสำหรับเปิดออเดอร์ใหม่ เมื่อ Equity ลดลง Free Margin ก็ลดลงตาม ถ้า Free Margin = 0 หมายความว่าคุณเปิดออเดอร์เพิ่มไม่ได้ และถ้าติดลบคุณกำลังอยู่ในเขตเสี่ยง
3. Equity ติดลบ = บัญชีติดหนี้
ในกรณีตลาดผันผวนรุนแรง เช่น ช่วงข่าว NFP หรือ Flash Crash ราคาอาจขยับเร็วจนระบบ Stop Out ตามไม่ทัน ทำให้ Equity ติดลบได้ (เช่น -$200) นี่หมายถึงคุณติดหนี้โบรกเกอร์
โบรกเกอร์ระดับ Tier 1 ส่วนใหญ่มีระบบ Negative Balance Protection ที่จะรีเซ็ต Equity ติดลบกลับเป็น 0 อัตโนมัติ คุณจึงไม่ต้องจ่ายเงินคืน นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ Minepips แนะนำให้เลือกโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ASIC, FCA หรือ CySEC ซึ่งบังคับให้ต้องมีระบบนี้
ความเข้าใจผิดของมือใหม่เกี่ยวกับ Equity
จากการสอบถามและสังเกตเทรดเดอร์ไทย เราพบความเข้าใจผิดเรื่อง Equity ที่ทำให้บัญชีล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเข้าใจผิดที่ 1 “ฉันยังไม่ขาดทุนเพราะ Balance ยังเต็ม”
ความจริงคือคุณขาดทุนแล้วถ้า Equity ต่ำกว่า Balance สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือการ “ลงบัญชี” เท่านั้น แต่ความเสียหายจริงเกิดแล้ว ถ้าราคายังขยับสวนคุณจะเสียจริงเมื่อปิดออเดอร์
ความเข้าใจผิดที่ 2 “Equity = กำไรสะสม”
Equity คือมูลค่าบัญชีรวม ไม่ใช่กำไร ถ้าคุณฝาก $1,000 และยังไม่ทำอะไร Equity = $1,000 ไม่ใช่ $0 การจะรู้ “กำไรสะสม” ต้องเทียบ Equity (หรือ Balance หลังปิดออเดอร์) กับเงินทุนตั้งต้น
ความเข้าใจผิดที่ 3 “Equity จะเท่ากับ Balance เสมอ”
Equity จะเท่ากับ Balance เฉพาะเมื่อไม่มีออเดอร์เปิด ถ้ามีออเดอร์เปิดอยู่ 2 ตัวเลขจะต่างกันเกือบตลอดเวลา (ยกเว้นช่วงที่ราคาอยู่ที่จุดเปิดออเดอร์พอดี)
ความเข้าใจผิดที่ 4 “ดูแค่ตัวเลข Equity ก็พอ ไม่ต้องดู Margin Level”
Equity บอกมูลค่าบัญชี แต่ Margin Level บอกความเสี่ยงต่อการโดน Stop Out ถ้า Margin Level ลดลงต่ำกว่า 100% โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะเริ่มแจ้งเตือน และถ้าลดต่ำกว่า 20-50% ระบบจะบังคับปิดออเดอร์ทันที
บทความที่เกี่ยวข้อง
หลังจากเข้าใจ Equity แล้ว เราแนะนำให้ศึกษาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อสร้างภาพรวมระบบบัญชี Forex ให้ครบ
- Forex Glossary — รวมคำศัพท์ Forex ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
- Margin คืออะไร — เงินประกันในการเทรด
- Margin Call และ Stop Out คืออะไร
- Lot Size คืออะไร — ขนาดสัญญาเทรด
- เครื่องคำนวณ Stop Out Forex
เริ่มต้นเทรดด้วยบัญชี Demo เพื่อเข้าใจ Equity จริง
วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจ Equity ไม่ใช่การอ่านทฤษฎี แต่คือการเปิดบัญชี Demo แล้วลองเปิดออเดอร์เล็ก ๆ พร้อมสังเกตว่า Equity เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อราคาขยับ
โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Tier 1 (ASIC, FCA, CySEC) ทุกรายมีบัญชี Demo ฟรี ที่ใช้เงินจำลองและราคาตลาดจริง ทำให้คุณฝึกได้โดยไม่เสียเงินจริง การฝึกผ่าน Demo ช่วงแรกประมาณ 2-4 สัปดาห์ ก่อนเปิดบัญชีจริงเป็นแนวทางที่ Minepips แนะนำเสมอ
สำหรับการเปรียบเทียบโบรกเกอร์ที่ให้บัญชี Demo คุณภาพดี สามารถดูได้ที่ 5 โบรกเกอร์ Forex ปี 2026
สรุป
Equity คือ มูลค่าบัญชีเทรดปัจจุบันที่คำนวณจาก Balance + Floating P/L เป็นตัวเลขที่บอกความจริงของบัญชีคุณในขณะนั้น และเป็นตัวเลขที่โบรกเกอร์ใช้ตัดสินการ Margin Call และ Stop Out ไม่ใช่ Balance อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
จุดสำคัญที่ต้องจำคือ
- Equity = Balance + Floating P/L ในขณะมีออเดอร์เปิด ทั้งสองตัวเลขจะต่างกัน
- Equity ตัดสินการ Stop Out ผ่านการคำนวณ Margin Level
- มองทั้ง Balance, Equity และ Margin Level พร้อมกัน จึงจะเห็นภาพสถานการณ์บัญชีครบถ้วน
- เลือกโบรกเกอร์ที่มี Negative Balance Protection เพื่อป้องกัน Equity ติดลบในกรณีฉุกเฉิน
การฝึกผ่านบัญชี Demo 2-4 สัปดาห์ก่อนเปิดบัญชีจริงคือวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของ Equity ในตลาดจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Equity คืออะไร?
Equity คือมูลค่าบัญชีเทรดปัจจุบัน ที่คำนวณจาก Balance + กำไร-ขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ (Floating P/L) ตัวเลขนี้บอกว่า “ถ้าคุณปิดทุกออเดอร์ตอนนี้ คุณจะเหลือเงินเท่าไหร่” ปรากฏอยู่ในแพลตฟอร์ม MT4, MT5 และ cTrader
Equity กับ Balance ต่างกันยังไง?
Balance คือยอดเงินคงเหลือหลังปิดออเดอร์แล้ว เปลี่ยนแปลงเฉพาะตอนปิดออเดอร์หรือฝาก-ถอน ส่วน Equity คือมูลค่าปัจจุบันรวมกำไร-ขาดทุนลอยตัว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่ราคาขยับ ถ้าไม่มีออเดอร์เปิด ทั้งสองตัวเลขจะเท่ากัน
ทำไม Equity จึงสำคัญกว่า Balance?
เพราะ Equity คือตัวเลขที่โบรกเกอร์ใช้คำนวณ Margin Level เพื่อตัดสินใจ Margin Call และ Stop Out ไม่ใช่ Balance หากดูแค่ Balance คุณอาจคิดว่าบัญชีปลอดภัย ทั้งที่ Equity ลดลงเรื่อย ๆ จากออเดอร์ลอยขาดทุน
Equity ติดลบเกิดขึ้นได้ไหม?
ได้ ในกรณีตลาดผันผวนรุนแรง เช่น ช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญหรือ Flash Crash ราคาอาจขยับเร็วจนระบบ Stop Out ตามไม่ทัน อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ระดับ Tier 1 ส่วนใหญ่มี Negative Balance Protection ที่จะรีเซ็ต Equity ติดลบกลับเป็น 0 อัตโนมัติ
Free Margin คำนวณจาก Equity ใช่ไหม?
ใช่ Free Margin = Equity − Used Margin คือเงินที่ยังว่างสำหรับเปิดออเดอร์เพิ่ม เมื่อ Equity ลดลง Free Margin ก็ลดลงตาม หาก Free Margin = 0 จะไม่สามารถเปิดออเดอร์ใหม่ได้
Equity ใน MT4/MT5 อยู่ตรงไหน?
อยู่ในแท็บ Terminal ที่ด้านล่างของหน้าจอ (กด Ctrl+T เพื่อเปิด) บรรทัดสรุปบัญชีจะแสดง Balance, Equity, Margin, Free Margin และ Margin Level เรียงต่อกันแบบเรียลไทม์
ถ้า Equity ลดลงต่ำกว่า Used Margin จะเกิดอะไร?
จะเข้าสู่ภาวะ Margin Call โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะเริ่มแจ้งเตือนเมื่อ Margin Level ลดต่ำกว่า 100% และจะบังคับปิดออเดอร์ (Stop Out) เมื่อ Margin Level ลดต่ำกว่าระดับที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 20-50% ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์
⚠️ คำเตือนความเสี่ยง
การเทรด Forex, ทองคำ และสินทรัพย์ CFD มีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน leverage ที่สูงสามารถสร้างทั้งกำไรและขาดทุนที่รุนแรงในเวลาอันสั้น คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ก่อนตัดสินใจเทรดควรพิจารณาสถานะการเงินส่วนตัว ระดับประสบการณ์ และเป้าหมายการลงทุนอย่างรอบคอบ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ Risk Disclosure ของ Minepips